9 พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ – อุตรดิตถ์ 24 ชั่วโมง

บทความ-สาระน่ารู้

9 พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์

หลายท่านอาจจะเคยทำบุญ ๙ วัด ถวายสังฆทาน ๙ วัด ปิดทองลูกนิมิต ๙ วัด หรือแม้กระทั่ง สะเดาะเคราะห์ ๙ วัด

แหม อะไร ๆ ก็ ๙ แถม ๙ วัด อีกต่างหาก ทำไมไม่มาไหว้ “พระ” กันบ้างหนอ

วันนี้ผมจึงขอโอกาสนำเส้นทาง “นมัสการ ๙ พระพุทธปฏิมากรศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองอุตรดิตถ์” มาเผยแพร่กันครับ เส้นทางนี้เป็นเส้นทางชมของดีไหว้พระศักดิ์สิทธิ์อันน่าภาคภูมิใจของชาวอุตรดิตถ์เราครับ

เส้นทางไม่ใกล้ไม่ไกลครับ ได้ไหว้พระ ๙ ศักดิ์สิทธิ์ ๙ มหามงคล แถมได้เที่ยวชมวัดที่เป็นโบราณสถานและโบราณวัตถุสำคัญ ๆ ของจังหวัดอุตรดิตถ์เราครับ

รายนาม ๙ พระพุทธรูปสำคัญในจังหวัดอุตรดิตถ์ (เรียงตามเส้นทางนมัสการฯ)

หลวงพ่ออู่ทอง (ทองคำ) (วัดดงสระแก้ว)
หลวงพ่อธรรมจักร
หลวงพ่อพุทธรังสี (วัดพระยืนพุทธบาทยุคล)
หลวงพ่อสัมฤทธิ์ (วัดหมอนไม้)
หลวงพ่อเพ็ชร
หลวงพ่อเชียงแสน (วัดธรรมาธิปไตย)
หลวงพ่อสุวรรณเภตรา (วัดคุ้งตะเภา)
หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์
พระฝางทรงเครื่อง (จำลอง) (วัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ)


(1) หลวงพ่ออู่ทอง ทองคำ (วัดดงสระแก้ว)

หลวงพ่ออู่ทอง (ทองคำ) เป็นพระพุทธรูปสกุลช่างอู่ทองโบราณ เนื้อโลหะ ทองคำบริสุทธิ์ หนักกว่า ๒๐๐ กิโลกรัม มีขนาดหน้าตักกว้าง ๓๔ นิ้ว พุทธลักษณะปางมารวิชัย มีอายุกว่า ๘๐๐ ปี

หลวงพ่ออู่ทองเคยประดิษฐานอยู่ที่ วัดราชบุรณราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ในฐานะเป็นพระปูนปั้นรอบระเบียงในพระอุโบสถ และต่อมาได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานในอุโบสถ วัดดงสระแก้ว จังหวัดอุตรดิตถ์ จนปูนที่หุ้มองค์พระเนื้อทองคำได้กระเทาะออกในปี พ.ศ. ๒๕๐๘

แต่ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ หลวงพ่ออู่ทองก็ได้ถูกโจรกรรมจากวัดไป ซึ่งยังไม่สามารถติดตามคืนมาได้จนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ทางวัดได้จัดสร้างองค์จำลองไว้ครับ สามารถไปกราบนมัสการกันได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัดนี้มีอุโบสถไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เลื่องลือครับ สามารถไปลอดโบสถ์สะเดาะห์เคราะห์กันได้ครับผม ส่วนเคราะห์จะเดาะได้จริงหรือไม่นั้น ต้องไปลองเองคร้าบบ

— ประวัติ —

พระธรรมกิจโกศล อดีตเจ้าอาวาสวัดดงสระแก้ว นำหลวงพ่ออู่ทองมาจาก วัดราชบุรณราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกทำลายจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ด้วยวิธีจับสลากเลือก และอัญเชิญมาลงยังสถานีอุตรดิตถ์โดยทางรถไฟ โดยเมื่อแรกนำมาประดิษฐานในอุโบสถนั้น ได้มาเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่เทอะทะ ไม่สมส่วน คือส่วนพระเศียรใหญ่กว่าปกติ แต่ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ขณะช่างบูรณะอุโบสถ ได้ทำกระเบื้องตกใส่องค์หลวงพ่อ จึงทำให้ปูนกระเทาะออก เผยให้เห็นองค์พระทองคำข้างใน เป็นพระทองคำบริสุทธิ์ สกุลช่างอู่ทอง จึงสันนิษฐานได้ว่าสร้างในพุทธศตวรรษ ๑๗-๑๙

หลวงพ่ออู่ทอง จึง เป็นพระพุทธรูปทองคำโบราณองค์สำคัญองค์เดียวของจังหวัดอุตรดิตถ์ มาตั้งแต่นั้น และเป็นพระพุทธรูปสำคัญ ๑ ใน ๓ องค์ ที่ได้นำขึ้นมาจากวัดราชบุรณะในคราวเดียวกัน แต่ปรากฏว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ หลวงพ่ออู่ทองได้ถูกโจรกรรมหายไปจากวัดอย่างไร้ร่องรอย และยังคงตามคืนมาไม่ได้จนปัจจุบันนี้

วัดดงสระแก้ว ตั้งอยู่ที่ ตำบลไผ่ล้อม อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ปัจจุบันเป็นวัดที่จำพรรษาของเจ้าคณะตำบลไผ่ล้อม สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย

วัด ดงสระแก้ว ตั้งชื่อตามนามหมู่บ้านดงสระแก้ว หมู่ ๕ ตำบลไผ่ล้อม อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ วัดได้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ โดยคณะศรัทธาของชาวบ้านดงสระแก้ว จากการนำของพ่อสุดใจ จันทา ในพื้นที่ ๑๑ ไร่เศษ เดิมนั้นมีเพียงแค่ศาลาและกุฎิสงฆ์มุงหญ้าแฝกพอกันแดดกันฝนได้ จนในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ชาวบ้านจึงได้ร่วมใจกันสร้างศาลาการเปรียญสำหรับประกอบพิธีทางศาสนา และชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างอุโบสถไม้สักทองทั้งหลังสำหรับประกอบสังฆกรรมของ พระสงฆ์ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ และมีการพัฒนาก่อสร้างเสนาสนะและอาคารถาวรวัตถุเพิ่มเติมมาตลอดถึงปัจจุบัน

วัดดงสระแก้ว ปัจจุบันเป็นที่รู้จักของชาวจังหวัดอุตรดิตถ์และใกล้เคียง ที่นิยมไปทำพิธีลอดอุโบสถไม้สักทองของวัด
ขอบคุณข้อมูลจาก – เว็บไซท์วัดดงสระแก้ว, สารานุกรมวิกิพีเดียภาษาไทย

 


(2) หลวงพ่อธรรมจักร วัดพระแท่นศิลาอาสน์

หลายคนไปนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ อาจจะไม่สังเกตเห็นหลวงพ่อองค์นี้ครับ (ไม่เห็นได้ไง ตั้งอยู่กลางวิหารเลยนะนั่น) เพราะเรา ๆ ท่าน ๆ ไปวัดพระแท่นฯ ก็ไปไหว้พระแท่นใช่ไหมครับ แล้วก็ไปยก ๆ พระเสี่ยงทาย (บางคนยกกลับบ้านไปก็มี เหอ ๆ (ตอนนี้ตามเจอแล้ว)) แล้วก็กลับ

แต่เดี๋ยวครับ พระวิหารโดนไฟป่าไหม้ไปหลายรอบแล้ว แต่หลวงพ่อองค์นี้ไม่โดนไฟเลยแม้แต่น้อยครับ ชาวบ้านที่รู้จักนับถือว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์มาก ตามไปอ่านประวัติท่านเลยครับ

หลวงพ่อธรรมจักร (วัดพระแท่นศิลาอาสน์) เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ สกุลช่างอยุธยา เนื้อโลหะ ปางสมาธิ ประดิษฐานเป็นพระประธานภายในวิหารหลวงประดิษฐานพระแท่นศิลาอาสน์ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็น ที่เลื่องลือในด้านป้องกันไฟ เนื่องจากความอัศจรรย์ในเหตุการณ์ไฟไหม้วัดครั้งใหญ่ใน พ.ศ. ๒๔๕๑ ที่วิหารประดิษฐานหลวงพ่อธรรมจักรเป็นศาสนสถานหลังเดียวที่รอดพ้นจากไฟป่า อย่างปาฏิหาริย์

ปัจจุบันหลวงพ่อประดิษฐานเป็นพระประธานในพระวิหารหลวง ด้านหลังพระแท่นศิลาอาสน์ เข้ากราบนมัสการได้ทุกวันครับผม

วัดพระแท่นศิลาอาสน์ เดิมชื่อ วัดมหาธาตุ ตั้งอยู่ที่บนเนินเขาเต่า บ้านพระแท่น ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ติดกับวัดพระยืนพุทธบาทยุคล ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออก บนเนินเขาลูกเดียวกันแต่คนละยอด

วัดพระแท่นศิลาอาสน์เป็นวัดโบราณ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดสร้าง และสร้างแต่เมื่อใด ในศิลาจารึกครั้งกรุงสุโขทัยไม่ปรากฏข้อความกล่าวถึงพระแท่นศิลาอาสน์ แต่เพิ่งมีปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดาร ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระองค์ได้เสด็จนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๘๓ ได้แสดงว่าพระแท่นศิลาอาสน์ได้มีมาก่อนหน้านี้แล้ว จนเป็นที่เคารพสักการะของคนทั่วไปอย่างกว้างขวาง และทางราชการได้ นำพระแท่นศิลาอาสน์ไปประดิษฐานไว้ในตราประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ แสดงถึงความศรัทธาเลื่อมใสและความสำคัญขององค์พระแท่นศิลาอาสน์ได้เป็นอย่าง ดี

ปัจจุบันวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี สังกัดธรรมยุตินิกาย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙

ขอบคุณข้อมูลจาก – หลวงพ่อธรรมจักร. กฤตภาค ฐานข้อมูลท้องถิ่น สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยนเรศวร. เรียกข้อมูลเมื่อ ๙-๔-๕๒, สารานุกรมวิกิพีเดียภาษาไทย


(3) หลวงพ่อพุทธรังสี วัดพระยืนพุทธบาทยุคล

หลวงพ่อพุทธรังสี เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ๑ ใน ๙ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองอุตรดิตถ์ องค์พระพุทธรูปเป็นพระสกุลช่างสุโขทัย สร้างในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ในรัชกาลของพระเจ้าลิไทองค์พระเป็นเนื้อโลหะสำริด (แก่นาค) ปางมารวิชัย ประดิษฐานเป็นพระประธานภายในอุโบสถ วัดพระยืนพุทธบาทยุคล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์

สำหรับหลวงพ่อพุทธรังสี ทางวัดจะเปิดให้เข้าสักการะในวันสำคัญของทางวัดครับ ใครอยากนมัสการเรียนขออนุญาตจากทางเจ้าอาวาสได้ครับผม ได้เข้าวัดเข้าวา เจอพระเจ้าพระสงฆ์ แถมได้กราบพระปิดทองพระศักดิ์สิทธิ์ คุ้มเกินคุ้มครับ

— ประวัติ —

หลวงพ่อพุทธรังสี เดิมเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ประดิษฐานใน อุโบสถวัดพระยืนพุทธบาทยุคล สันนิษฐานว่าองค์พระสร้างโดยพระบรมราชโองการของพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พระเจ้าลิไทย) พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย ซึ่งพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานมาประดิษฐาน ณ มณฑปรอยพระพุทธบาท ต่อมาในสมัยอยุธยา ไทยเกิดการสงครามกับพม่า ชาวบ้านจึงได้พอกปูนไว้อารักขาภัย

ผ่านมาในสมัย รัตนโกสินทร์ กาลเวลาผ่านมากว่า ๕๐๐ ปี กลืนกินความทรงจำของชาวบ้านจนไม่มีผู้ใดรู้ว่าเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นหุ้ม โลหะสำริดอยู่ข้างใน จนวันหนึ่ง ผู้ปฏิบัติธรรมซึ่งเข้ามาสวดมนต์ในอุโบสถ ได้เห็นองค์พระปูนปั้นเปล่งพระรัศมีออกจากพระนลาฏ (หน้าผาก) และพระเกศเป็นฉัพพรรณรังสีให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้เห็น วัดจึงได้กะเทาะปูนออก จึงได้เห็นเป็นพระพุทธรูปสำริดสุกปลั่ง มีพุทธลักษณะสวยงาม ต่อมา พระยากัลยาวัฒนวิศิษฐ์ ผู้เคยดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาล มณฑลพายัพ (ท่านมีรกรากอยู่ที่เมืองลับแล) ได้ ตั้งชื่อพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “หลวงพ่อพุทธรังสี” และทางวัดจึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ไปประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประธานใน อาคารอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่ ประดิษฐานเป็นที่สักการะของประชาชนมาจนปัจจุบัน โดยจะมีงานเทศกาลนมัสการหลวงพ่อพระพุทธรังสีเป็นงานใหญ่ประจำปี ระหว่างวันขึ้น ๘ ค่ำ ถึง ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ทุกปี สืบมา

วัดพระยืนพุทธบาทยุคล หรือ วัดพระยืน ตั้งอยู่ที่บนเนินเขา บ้านพระแท่น หมู่ที่ ๖ ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ติดกับวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตก บนเนินเขาลูกเดียวกันแต่คนละยอด

วัด พระยืนพุทธบาทยุคลเป็นวัดโบราณร่วมสมัยกับวัดพระแท่นศิลาอาสน์ โดยมีปูชนียสถานที่มีตำนานเรื่องพระพุทธเจ้าเสด็จมาเมืองทุ่งยั้งร่วมกัน ภายในวัดมีศาสนสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญคือ มณฑปศิลปะเชียงแสนครอบรอยพระพุทธบาทประทับยืนทำด้วยศิลาแลง (มณฑปกว้าง ๔ เมตร ยาว ๔๙ เมตร)[๑] และหลวงพ่อพระพุทธรังสีภายในอุโบสถ เป็นพระประธานปางมารวิชัยสมัยสุโขทัย

วัดพระยืนพุทธบาทยุคล มีที่ธรณีสงฆ์ ๑๓๖ ไร่ ๒ งาน ๒๐ ตารางวา วัดแห่งนี้เคยได้รับยกย่องให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างประจำปี พ.ศ. ๒๕๓๖ อีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก – พระพุทธรูปมรดกล้ำค่าของเมืองไทย โดย ทศพล จังพานิชย์กุล. สำนักพิมพ์ข่าวสด. เรียกข้อมูลเมื่อ ๒๔-๔-๕๒, สารานุกรมวิกิพีเดียภาษาไทย


(4) หลวงพ่อสัมฤทธิ์ วัดหมอนไม้

หลวงพ่อสัมฤทธิ์ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ๑ ใน ๙ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองอุตรดิตถ์ องค์พระพุทธรูปเป็นพระสกุลช่างสุโขทัย สร้างในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ตัวองค์พระเป็นเนื้อโลหะสำริด ปางมารวิชัย ประดิษฐานเป็นพระประธานภายในอุโบสถ วัดหมอนไม้ อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์

— ประวัติ —

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ สมภารติ่ง เจ้าอาวาสวัดหมอนไม้ในสมัยนั้น ได้พบหลวงพ่อสัมฤทธิ์ในวิหารเก่าในวัดร้างแห่งหนึ่งในอำเภอลับแล องค์พระเดิมมีความชำรุดมาก ท่านจึงได้นำชาวบ้านและพระสงฆ์มาอัญเชิญองค์พระกลับมายังวัดหมอนไม้เพื่อ สักการะบูชา โดยท่านเจ้าอาวาสองค์ต่อมาคือสมภารหวิง ได้ลงไปศีกษาพระปริยัติธรรมยังวัดสระเกษ กรุงเทพมหานคร จึงได้ชักชวนชาวบ้านเรี่ยไรได้เงินและโลหะทองแดงจำนวนหนึ่งเพื่อนำไปให้ช่าง ทำการบูรณะหลวงพ่อให้สมบูรณ์ โดยสมภารหวิงได้อัญเชิญหลวงพ่อไปซ่อมแซมยังบ้านช่างหล่อ ธนบุรี (กรุงเทพมหานคร) ในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ จึงอัญเชิญกลับมาประดิษฐานเป็นพระประธานในอุโบสถวัดหมอนไม้จนปัจจุบัน

อุโบสถวัดหมอนไม้

วัดหมอนไม้ ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ปัจจุบันเป็นวัดที่จำพรรษาของเจ้าคณะอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย
วัดหมอนไม้ ปัจจุบันเป็นวัดที่มีอุโบสถที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดอุตรดิตถ์ และเป็นศูนย์การศึกษาของวิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช อีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก – สารานุกรมวิกิพีเดียภาษาไทย


(5) หลวงพ่อเพชร วัดท่าถนน         

หลวงพ่อเพชร เป็นพระพุทธรูปเนื้อโลหะ สำริด ปางมารวิชัย (ขัดสมาธิเพชร) ศิลปะเชียงแสนสิงห์ หนึ่ง หน้าตักกว้าง ๓๒ นิ้ว มีพุทธลักษณะงดงามมาก ชาวอุตรดิตถ์นับถือว่า เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองอุตรดิตถ์ มีงานนมัสการประจำปีในวันกลางเดือนสี่ของทุกปี
สำหรับหลวงพ่อเพ็ชร ถือเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองอุตรดิตถ์ ทางวัดเปิดให้เข้าสักการะได้ทุกวันครับ ใครอยากกราบกราบ ใครอยากปิดทอง ปิดองค์จำลองหน้าวิหารไปก่อนครับผม อิอิ

— ประวัติ —

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๖ หลวงพ่อด้วง เจ้าอาวาสวัดหมอนไม้ อำเภอหนองโพ ซึ่งเป็นอำเภอเมืองปัจจุบัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้เดินทางผ่านวัดร้างแห่งหนึ่งเป็นวัดโบราณ พบจอมปลวกขนาดใหญ่แห่งหนึ่งรูปร่างรูปแหลมผิดกลับจอมปลวกทั่วไป จึงได้เอาไม้เคาะปลายแหลมที่เป็นยอดของจอมปลวกนั้นจนดินหลุดออก เห็นเกศพระพุทธรูปโผล่ออกมา หลวงพ่อด้วงจึงสั่งให้พระและ ลูกศิษย์วัดที่ร่วมเดินทางไปด้วยช่วยกันขุดดิน จอมปลวกออก ก็พบพระพุทธรูปขนาดค่อนข้างใหญ่ ฝังอยู่ในจอมปลวกแห่งนั้น จึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นั้นไปไว้ที่วัดหนอนไม้
ต่อมาหลวงพ่อด้วงเห็นว่า วัดหมอนไม้ไม่มีพระอุโบสถที่ จะประดิษฐานพระพุทธรูปได้อย่างเหมาะสม ประกอบกับมีประชาชนที่ทราบข่าวพระพุทธรูปองค์นี้ ได้มากราบไหว้บูชาสักการะเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น ยังอาจมีปัญหาเรื่องโจรผู้ร้าย จึงพิจารณาเห็นว่า หากเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ไปประดิษฐานที่วัดวังเตาหม้อ (คือวัดท่าถนนในปัจจุบัน) ซึ่งมีหลวงพ่อเพชรเป็นเจ้าอาวาสอยู่ วัดแห่งนี้มีพระอุโบสถ และตั้งอยู่ในที่ชุมนุมชน สะดวกแก่การไปนมัสการของประชาชน ท่านจึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปไปประดิษฐานไว้ที่วัดวังเตาหม้อ และถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า หลวงพ่อเพชร
อัญเชิญไปวัดเบญจมบพิตร
ปี พ.ศ. ๒๔๔๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงสร้างวัดเบญจมบพิตร ได้มีการรวบรวมพระพุทธรูปที่เก่าแก่และสวยงาม ที่อยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ มาประดิษฐานไว้ที่วัดเหล่านี้ พระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร มีพุทธลักษณะงาม ก็ได้รับเลือกสรรให้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดเบญจมบพิตร พร้อมกับพระพุทธรูปองค์อื่น ๆ จากทั่วราชอาณาจักร การที่ต้องนำหลวงพ่อเพชรไปจากวัดวังเต้าหม้อทำให้เจ้าอาวาสเสียใจมาก จึงได้ออกจากวัดธุดงค์ไปในที่ต่าง ๆ สุดท้ายได้มรณภาพบนภูเขาในป่า บ้านนาตารอด ตำบลบ้านด่าน อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์
อัญเชิญกลับมาจังหวัดอุตรดิตถ์
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร กลับคืนไปประดิษฐานไว้ที่วัดวังเตาหม้อตามคำขอของชาวเมืองอุตรดิตถ์ ดังข้อความซึ่งปรากฏอยู่ที่ฐานของพระพุทธรูป ” หลวงพ่อเพชร ” ว่า
“พระพุทธรูปองค์นี้ เมื่อ ร.ศ.๑๑๙ พระจุลจอมเกล้ารัชกาลที่ ๕ ได้อัญเชิญจาก วัดท่าถนนไปไว้ วัดเบญจมบพิตร ครั้น ร.ศ. ๑๒๙ หลวงนฤบาล ( จะพันยา ) อัญเชิญกลับมาไว้ วัดท่าถนน “
เหตุที่ทรงรับสั่งให้นำหลวงพ่อเพชรมาคืนชาว อุตรดิตถ์ ครั้งนี้มี มีคำบอกเล่ามาว่า เทวดา ประจำองค์หลวงพ่อได้ไปเข้าสุบินสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงว่า อยากกลับอุตรดิตถ์ พระองค์จึงทรงทำตามพระสุบินนั้น
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๓ พระครูธรรมกิจจาภิบาล (ทองสุก) หรือพระสุธรรมเมธี อดีตเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ ร่วมกับประชาชนชาวเมืองอุตรดิตถ์ได้ช่วยกันสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ และอัญเชิญพระพุทธรูปหลวงพ่อเพชรมาประดิษฐานไว้ในพระวิหาร เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาสักการะบูชาได้สะดวก
ปัจจุบันหลวงพ่อเพชรประดิษฐานอยู่ใน วิหาร ทางด้านทิศ เหนือ ของ อุโบสถ
     วัดท่าถนน เดิมชื่อ วัดวังเตาหม้อ อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟอุตรดิตถ์ ประดิษฐานหลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปเชียงแสนสิงห์ ๑ หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์ ในบริเวณวัดมีอาคารศิลปะแบบตะวันตก สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ เป็นโรงเรียนปริยัติธรรมและภาษาบาลีของพระภิกษุสามเณรในเมือง มีลักษณะสถาปัตยกรรมสวยงาม และอุโบสถซึ่งมีภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งได้รับยกย่องว่าสวยงามที่สุดในจังหวัดอุตรดิตถ์
ขอบคุณข้อมูลจาก – สารานุกรมวิกิพีเดียภาษาไทย และภาพจากศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม จังหวัดอุตรดิตถ์

(6) หลวงพ่อเชียงแสน วัธรรมาธิปไตย

หลวงพ่อเชียงแสน (วัดธรรมาธิปไตย) เป็นพระประธานในอุโบสถธรรมสภา วัดธรรมาธิปไตย จังหวัดอุตรดิตถ์ (ขนาดหน้าตักกว้าง ๓๘ นิ้ว สูง ๖๗ นิ้ว) มีพุทธลักษณะปางมารวิชัย เนื้อโลหะสัมฤทธิ์บริสุทธิ์ สร้างในสมัยสุโขทัย สกุลช่างสุโขทัยยุคกลาง มีอายุกว่า ๗๐๐ ปี พระสุธรรมเมธี (บันลือ ธมฺมธโช ป.ธ.๘) อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมาธิปไตย และอดีตเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ในสมัยนั้น ได้อัญเชิญมาจากวัดราชบุรณราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกทำลายจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๕

หลวงพ่อเชียงแสนเป็น พระพุทธรูปโบราณสมัยสุโขทัยองค์สำคัญ ๑ ใน ๒ องค์ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ได้นำขึ้นมาจากวัดราชบุรณะในคราวเดียวกัน อีกองค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดคุ้งตะเภา มีนามว่า หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ องค์ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดคุ้งตะเภานั้นไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปสักการะเหมือนวัดธรรมาธิปไตย เนื่องด้วยปัญหารักษาความปลอดภัย

สำหรับหลวงพ่อเชียงแสน ประดิษบานอยู่ที่อาคารอุโบสถธรรมสภาชั้นสอง ทางวัดจะเปิดให้เข้าสักการะในวันสำคัญของทางวัดครับ แต่ใครอยากนมัสการสามารถเรียนขออนุญาตจากพระสงฆ์ในวัดได้ครับผม

— ประวัติ —

พระสุธรรมเมธี (บันลือ ธมฺมธโช ป.ธ.๘) อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมาธิปไตย และอดีตเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ (ในสมัยนั้น) นำหลวงพ่อเชียงแสนมาจากวัดราชบุรณราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกทำลายจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ด้วยวิธีจับสลากเลือก และอัญเชิญมาลงยังสถานีอุตรดิตถ์โดยทางรถไฟ และนำมาประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประธานอาคารอุโบสถธรรมสภา ที่สร้างเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ จนถึงปัจจุบัน

หลวงพ่อ เชียงแสน เป็น พระพุทธรูปโบราณสำคัญ ๑ ใน ๓ องค์ และเป็นพระพุทธรูปยุคสุโขทัยองค์สำคัญ ๑ ใน ๒ องค์ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ได้นำขึ้นมาจากวัดราชบุรณะในคราวเดียวกัน โดยหลวงพ่อเชียงแสนนั้น ได้มีการจารึกที่ฐานพระระบุว่าสร้างใน พ.ศ. ๒๔๙๑ ซึ่งอาจเกิดจากความเข้าใจผิดหรืออาจเป็นกุศโลบายในการป้องกันพระจากการ โจรกรรมก็เป็นได้

ซุ้มประตูวัดธรรมาธิปไตย
วัดธรรมาธิปไตย เดิมชื่อ วัดต้นมะขาม ตั้งอยู่ใกล้สี่แยกจุดตัดถนนอินใจมี กับถนนสำราญรื่น ตำบลท่าอิฐ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นที่ตั้งอาคารธรรมสภาซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาบานประตูวิหารวัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นประตูไม้แกะสลักที่มีความสวยงามที่สุดในจังหวัดอุตรดิตถ์และสวยงามเป็นที่สองรองจากบานประตูวัดสุทัศนเทพวราราม

ปัจจุบันวัดธรรมาธิปไตยเป็นที่ตั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ (อาคารธรรมสภาชั้นล่าง) เป็นวัดเจ้าคณะอำเภอตรอน และเป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาประจำจังหวัดเช่น กิจกรรมอบรมและการประกวดต่าง ๆ ในเทศกาลวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

วัดธรรมาธิปไตย เดิมชื่อ วัดท่าทราย เนื่องจากเดิมตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่าน (ท่าอิฐล่าง) หรือบ้านบางโพเหนือ ต่อมาน้ำได้กัดเซาะตลิ่งพังเข้ามาเรื่อย ๆ จนถึงที่ตั้งวัด จึงต้องย้ายหนีน้ำขึ้นมาห่างจากที่เดิมประมาณสองกิโลเมตร สภาพที่ตั้งใหม่มีต้นไม้ร่มรื่นมากมาย โดยเฉพาะมีต้นมะขามขนาดใหญ่อย่ในบริเวณวัด จึงได้ชื่อวัดใหม่ว่า วัดต้นมะขาม มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๔๕

ต่อมาเจ้าคณะจังหวัดได้ส่ง พระสุธรรมเมธี (บันลือ ธมฺมธโช ป.ธ.๘) มาเป็นเจ้าอาวาสวัดต้นมะขาม เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ พระสุธรรมเมธีดำริว่าชื่อวัดต้นมะขามนั้นฟังเหมือนอยู่ในป่าและต้นมะขามใหญ่ นั้นก็ไม่มีปรากฏแล้ว อีกทั้งวัดในขณะนั้นอยู่กลางเมืองอุตรดิตถ์มีผู้คนผ่านไปมามากควรเปลี่ยน ชื่อใหม่ให้ไพเราะ จึงได้ทำการขออนุญาตเปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดธรรมาธิปไตย ตั้งแต่นั้นมา

ขอบคุณข้อมูลจาก – สารานุกรมวิกิพีเดียภาษาไทย, มงคล กตปุญฺโญ.พระมหา. ประวัติวัดธรรมาธิปไตย.พิมพ์ครั้งที่ ๑.อุตรดิตถ์:โชคดีการพิมพ์, ๒๕๕๑


(7) หลวงพ่อสุวรรณเภตรา วัดคุ้งตะเภา

พระพุทธสุวรรณเภตรา หรือนามสามัญ หลวงพ่อสุวรรณเภตรา เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สำคัญ ๑ ใน ๙ องค์แห่งเมืองอุตรดิตถ์ องค์พระหล่อด้วย โลหะปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๔๗ นิ้ว สูง ๖๒ นิ้ว (ตลอดถึงพระรัศมี) มีพุทธลักษณะสมัยสุโขทัย

หลวงพ่อสุวรรณเภตรา สถาปนาโดย พระครูธรรมกิจจาภิบาล พระครูเกจิใหญ่แห่งเมืองอุตรดิตถ์ในอดีต องค์พระได้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประธานในอุโบสถวัดคุ้งตะเภา ในฐานะที่เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สำคัญที่เป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของชาวคุ้งตะเภามาช้านาน

ปัจจุบันหลวงพ่อสุวรรณเภตราประดิษฐานอยู่ ณ อุโบสถวัดคุ้งตะเภา ตำบลคุ้งตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ปัจจุบันทางวัดคุ้งตะเภาเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะได้ทุกวัน

— ประวัติ —

พระพุทธสุวรรณเภตรา ได้หล่อขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ โดยพระครูธรรมกิจจาภิบาล (กลม) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดดอยท่าเสาอยู่ในขณะนั้น ได้ปรารภให้จัดสร้างพระพุทธรูปขึ้น เพื่อนำไปประดิษฐานเป็นพระประธานในอุโบสถวัดคุ้งตะเภาที่ได้สร้างขึ้นใหม่

โดยได้ทำพิธีเททองหล่อขึ้น ณ วัดดอยท่าเสา โดย มีพระครูเกจิใหญ่ของเมืองอุตรดิตถ์ที่เป็นที่นับถือเลื่อมใสในสมัยนั้น ร่วมนั่งปรกอธิษฐาน (เช่น หลวงพ่อไซร้ หลวงพ่อเจิม หลวงพ่อเพิ่ม หลวงพ่อกลอง) โดยในการหล่อครั้งนั้นมีประชาชนผู้เลื่อมใสศรัทธานำโลหะมีค่าต่าง ๆ เช่นทองคำ เงิน ฯลฯ มาร่วมถวายหล่อเป็นพุทธบูชาเป็นจำนวนมาก ซึ่งพิธีในครั้งนั้นนับเป็นงานที่มีพระเกจิอาจารย์ใหญ่แห่งเมืองอุตรดิตถ์มา ร่วมปรกปลุกเสกมากที่สุดครั้งหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์

และเมื่อหล่อองค์พระเสร็จ ก็ปรากฏว่าทองคำได้แล่นลงที่ เศียรพระ มากอย่างน่าอัศจรรย์ จึงปรากฏองค์พระพุทธรูปซึ่งกรอปไปด้วยพุทธสิริศุภลักษณะมีพระพักตร์อิ่มเอิบ สุกปลั่งประดุจดั่งทองคำ (ซึ่งเมื่อผู้ใดมองไปที่พระพักตร์ขององค์ท่านก็จะทราบด้วยตนเองว่า พระพุทธรูปองค์นี้ “ยิ้มได้” อย่างน่าอัศจรรย์ )

มีเรื่องเล่าที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเล่ากันสืบมาด้วยความศรัทธาว่า ในวันที่ทำพิธีอัญเชิญหลวงพ่อมาทางน้ำเพื่อมาประดิษฐานที่อุโบสถวัดคุ้ง ตะเภา ปรากฏว่าวันนั้นมีพายุฝนรุนแรงมาก แต่เมื่ออัญเชิญองค์หลวงพ่อขึ้นฝั่งก็ปรากฏว่าฝนที่กำลังตกหนักอย่างไม่มีที ท่าว่าจะหยุดตกกลับพลันหยุดตกทันที และ เมฆ ฝน ที่ปกคลุมอาณาบริเวณมณฑลพิธีกลับพลันสลาย และแดดกลับออกจ้าอย่างน่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้ร่วมพิธีในวันนั้นเป็นอย่างยิ่ง

หลวงพ่อสุวรรณเภตรา หรือที่แปลว่า หลวงพ่อสำเภาทอง เป็นพระนามที่ชาวบ้านคุ้งตะเภาได้ขนานถึงด้วยความเลื่อมใสศรัทธานับถือมาช้า นาน ประวัติความเป็นมาอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปองค์นี้และวัตถุ มงคลที่สร้างขึ้นเนื่องด้วยองค์ท่าน เป็นที่นับถือเลื่องลือ เห็นได้จากการกล่าวขานเลื่องลือถึงฤทธานุภาพความศักดิ์สิทธิ์แคล้วคลาดด้วย บารมีแห่งผู้ที่เคารพบูชา วัตถุมงคล เนื่องด้วยองค์ท่านอยู่เนือง ๆ และการที่มีผู้มาบนบานและแก้บนองค์หลวงพ่ออยู่เป็นประจำมิว่างเว้น


(8) หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ วัดคุ้งตะเภา

พระพุทธสุโขทัยไตรโลกเชษฐ์ หรือนามสามัญ หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์บริสุทธิ์ (หน้าตักกว้าง ๒ ศอก ๑๓ นิ้ว สูง ๓ ศอก ๗ นิ้ว) เดิมองค์พระพอกปูนลงรักปิดทองอารักขาภัยไว้ ตัวองค์พระสำริดดังปรากฏในปัจจุบันนั้นสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สกุลช่างสุโขทัยยุคกลาง มีอายุประมาณ ๗๐๐ ปี

หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ เป็นพระพุทธรูปโบราณศักดิ์สิทธิ์สำคัญที่เป็นที่เคารพนับถือ ๑ ใน ๒ องค์ ของตำบลคุ้งตะเภา และเป็นพระพุทธรูปโบราณ ศิลปะสุโขทัยองค์สำคัญ ๑ ใน ๓ องค์ ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่นำมาจากวัดราชบูรณะราชวรวิหารในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒

พระพุทธรูปองค์นี้มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านและเหตุการณ์สำคัญทาง ประวัติศาสตร์ สำคัญ ๆ ของประเทศไทยหลายครั้ง และมีความเกี่ยวข้องกับ พระมหากษัตริย์ ไทยหลายพระองค์ เนื่องจากหลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์เป็นพระพุทธรูปโบราณที่มีประวัติความเป็นมาผ่านช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ชาติ ไทย กว่า ๗๐๐ ปี ล่วงเลยแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีจนถึงปัจจุบัน

หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ ประดิษฐานอยู่ที่ วัดคุ้งตะเภา หมู่บ้านคุ้งตะเภา ตำบลคุ้งตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยปกติทางวัดไม่เปิดเผยสถานที่ประดิษฐาน และไม่ให้บุคคลทั่วไปเข้าสักการะได้ถึงองค์พระ เนื่องด้วยปัญหาด้านการรักษาความปลอดภัย

ปัจจุบัน วัดคุ้งตะเภา จะนำหลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ออกให้ประชาชนทั่วไปนมัสการได้ถึงตัวองค์พระเพียงในช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น

— ประวัติ —

แรกสร้างในสมัยสุโขทัย

หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ เป็น พระพุทธรูป โบราณศักดิ์สิทธิ์ สร้างในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี เมื่อกว่า ๗๐๐ ปีก่อน สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปสำคัญของพระ วิหาร ในวัดโบราณแห่งใดแห่งหนึ่งใน สมัยสุโขทัย

ต่อมาเมื่อมีข้าศึกประชิดเมือง ชาวบ้านเกรงว่าหลวงพ่อสุโขทัยจะได้รับอันตราย จึงได้พอกปูนองค์หลวงพ่อไว้เพื่อกันภัยจากข้าศึก ต่อมาเมื่อเมืองสุโขทัยพ่ายแก่ข้าศึก และเสื่อมความสำคัญในฐานะเมืองหลวงแห่งอาณาจักรลง ทำให้วัดที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อต้องมีอันร้างพระสงฆ์และ ผู้คน พร้อม ๆ กับ หลวงพ่อสุโขทัยที่ข้าศึกไม่สนใจ เพราะเป็นพระพุทธรูปปูน (ที่ถูกหุ้มไว้) ไม่ใช่พระเนื้อโลหะอย่างที่ข้าศึกต้องการ องค์หลวงพ่อจึงถูกทิ้งร้างอย่างปลอดภัยอยู่กลางป่ามาตลอดช่วงสมัยอยุธยา

สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

จวบจนยุคสมัยก้าวล่วงเข้าสู่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงทอดพระเนตรเห็นพระพุทธรูปซึ่งอยู่ตามหัวเมืองเก่าต่าง ๆ ทั้งที่เป็นพระปูน พระโลหะ ซึ่งถูกทอดทิ้งไว้ จึงทรงมีพระราชดำริให้ชะลอพระพุทธรูป ซึ่งถูกทอดทิ้งตามวัดร้างและสถานที่ต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาเขต นำมารวบรวมไว้ในพระนคร เพื่อรอนำประดิษฐานไว้ในที่อันสมควรแก่การสักการบูชา โดยมีการอัญเชิญพระพุทธรูปจากหัวเมืองต่าง ๆ มายังกรุงเทพมหานคร มากกว่า ๑,๒๔๘ องค์ ซึ่งพระพุทธรูปปูนปั้นหุ้มหลวงพ่อสุโขทัยก็ได้ถูกอัญเชิญลงมาในคราวเดียวกัน นี้ ในการนั้น ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดฯ ให้ประดิษฐานพระพุทธรูปจากหัวเมืองต่าง ๆ ที่ได้รวบรวมมาประดิษฐานไว้ ณ พระระเบียงวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ที่ทรงบูรณปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นในปี พ.ศ. ๒๓๔๔

จุลศักราช ๑๘๕๕ เอกศก (พ.ศ. ๒๓๓๖) พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระพี่นางเธอในรัชกาลที่ ๑ ทรงทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดเลียบเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระราชทานนามวัดว่า “วัดราชบุรณราชวรวิหาร” ตามนามวัดราชบุรณะซึ่งเป็นวัดคู่เมืองราชธานีตลอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และได้มีพระบรมราชูปถัมภ์ในการบูรณปฏิสังขรณ์ด้วย

ต่อมา ในรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ถอนสีมาวัดเลียบเก่า แล้วสร้างพระอุโบสถและ พระวิหารใหม่ พร้อมกับทำการสร้างพระระเบียงล้อมรอบพระอุโบสถ ภายในนำพระพุทธรูปปูนเก่า ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำมาจากหัวเมืองรวม ๑๖๒ องค์ มาประดิษฐานไว้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือองค์หลวงพ่อสุโขทัยด้วย

รอดจากระเบิดสัมพันธมิตร (สงครามโลกครั้งที่ ๒ )

เวลาล่วงเลยมากว่า ๗ รัชสมัย จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ในระหว่างปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ วัดราชบุรณะถูกระเบิดจากเครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้พระอุโบสถ สังฆาราม พระวิหาร และ กุฏิเสนาสนะ เสียหายมาก คณะสังฆมนตรี และคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นมีมติว่า สมควรยุบเลิกวัดเสีย จึงนำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ และได้รับพระบรมราชานุญาตให้ทำการยุบเลิกวัดได้ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๘

เมื่อวัดราชบูรณะถูกยุบเลิก กรมการศาสนาได้อนุญาตให้วัดต่าง ๆ ในหัวเมือง อัญเชิญพระพุทธรูปปูนปั้นที่พระระเบียงที่รอดจากการถูกทำลายอย่างปาฏิหาริย์ ไปประดิษฐานยังวัดของตนได้ตามแต่ประสงค์ ทำให้หลังจากสงครามสงบลงในปีเดียวกัน พระพุทธรูปเหล่านั้นจึงกระจายไปอยู่ตามวัดต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคของประเทศ

อัญเชิญขึ้นมายังอุตรดิตถ์

วัดคุ้งตะเภา ซึ่งในสมัยนั้นกำลังทำการก่อสร้างอุโบสถ และยังไม่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่สำหรับเป็นพระประธานเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ จึงได้ลงไปขอรับพระพุทธรูปเก่าจากวัดเลียบมาองค์หนึ่ง โดยได้ชะลอเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปโบราณองค์นั้นขึ้นมายังจังหวัดอุตรดิตถ์โดย ทาง รถไฟ มาลงที่สถานีท่าเสา และข้ามฝั่ง แม่น้ำน่าน มายังวัดคุ้งตะเภาโดยทางเรือ ในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๘

โดยในครั้งนั้นวัดในจังหวัดอุตรดิตถ์ที่ลงไปขอพระพุทธรูปจากวัดเลียบฯ มีด้วยกันสามวัดคือ วัดคุ้งตะเภา (นำ หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ กลับมา) , วัดธรรมาธิปไตย (นำ หลวงพ่อเชียงแสน กลับมา) , วัดดงสระแก้ว (นำ หลวงพ่ออู่ทอง (ทองคำ) กลับมา๑) โดยตอนนำพระพุทธรูปกลับมานั้น ได้มาเป็นแค่พระปูนปั้นธรรมดา (วัดคุ้งตะเภาได้พระปูนลงรักดำสนิทมา) แต่ต่อมาพระปูนทั้งหมดก็ได้กะเทาะแตกออกเป็นพระโลหะสำริดและทองคำดังใน ปัจจุบัน

หลังจากที่วัดคุ้งตะเภาได้นำ หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ กลับมาสู่แดนมาตุภูมิ (แถบนี้เคยเป็นหัวเมืองของกรุงสุโขทัยในอดีต) ก็มิได้มีการเปิดให้สักการบูชาและเปิดเผยองค์หลวงพ่ออย่างเป็นทางการ เนื่องจากปัญหาด้านการรักษาความปลอดภัย เพราะองค์หลวงพ่อเป็นโบราณวัตถุที่ประเมินค่ามิได้ และเป็นที่ปรารถนาสำหรับพ่อค้าวัตถุโบราณ ทำให้ทางวัดต้องเก็บงำปูชนียวัตถุโบราณสำคัญยิ่งของชาติชิ้นนี้ไว้ในสถานที่ ลับต่าง ๆ ภายในวัดมานานกว่า ๖๐ ปี

จนในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ วัดคุ้งตะเภาจึงได้ทำการเปิดเผยองค์หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้สักการะปิดทองสรงน้ำได้ถึงองค์พระ โดยจะนำหลวงพ่อมาประดิษฐานให้ประชาชนทำการสักการบูชาได้เฉพาะในช่วงเทศกาล สงกรานต์เท่านั้น

อุโบสถวัดคุ้งตะเภา(หลังการบูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2536)
วัดคุ้งตะเภา เป็นวัดโบราณในเขตการปกครองของคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านคุ้งตะเภา ตำบลคุ้งตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ใกล้กับจุดตัดสี่แยกคุ้งตะเภา บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลขที่ ๑๑ (ถนนสายเอเชีย)

วัดคุ้งตะเภาเป็นวัดโบราณ ไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานชัดเจนว่าผู้ใดสร้าง และสร้างแต่เมื่อใด แต่สามารถสันนิษฐานได้ว่าวัดแห่งนี้เริ่มมีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษามาตั้งแต่สมัยอยุธยา เพราะปรากฏหลักฐานในเอกสารการอนุญาตให้ตั้งวัดของทางการ (ซึ่งเป็นเอกสารชั้นเก่าสุด) ในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๓ หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาได้เพียง ๓ ปี โดยนามวัดเดิมมีชื่อว่า “คุ้งสำเภา” ตามนามหมู่บ้าน แต่ต่อมาถูกเรียกเพี้ยนเป็น “คุ้งตะเภา” ซึ่งปรากฏหลักฐานว่ามีการเรียกเพี้ยนเช่นนี้มาแล้วตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

วัดแห่งนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในเขตปกครองคณะสงฆ์ตำบลคุ้งตะเภา โดย เป็นวัดที่เป็นที่ประดิษฐานของสองพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพศรัทธายิ่งของชาวตำบลคุ้งตะเภา ซึ่งพระพุทธรูปทั้งสององค์นั้นจัดได้ว่าเป็น ๒ ใน ๙ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สำคัญแห่งเมืองอุตรดิตถ์ คือ หลวงพ่อสุวรรณเภตรา และ หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์


(9.) หลวงพ่อพระฝางทรงเครื่อง (จำลอง)

วัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ

พระฝาง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ทรงเครื่องอย่างจักรพรรดิราช ศิลปะสมัยอยุธยาวัสดุสัมฤทธิ์ลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง ๑ ศอก ๑ คืบเศษ (๓๑ นิ้ว) พระพุทธรูปองค์นี้สันนิษฐานว่าสร้างโดยเจ้าพระฝาง ในสมัยที่เป็นสังฆราชาเมืองฝาง และเคยเป็นพระประธานในอุโบสถวัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ จนในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) โปรดให้อัญเชิญองค์พระฝางมาประดิษฐานที่มุขเด็จ พระวิหารสมเด็จ วัดเบญจมบพิตรฯ กรุงเทพมหานคร จนถึงปัจจุบัน

สำหรับหลวงพ่อพระฝางองค์ที่ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถวัดพระฝางนี้ เป็นพระพุทธรูปองค์จำลองครับ จัดสร้างโดยได้รับพระบรมราชานุญาต อัญเชิญจากกรุงเทพมาประดิษฐานเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑ มีงานสมโภช ๙ วัน ๙ คืน ปัจจุบันทางวัดจะจัดงานสมโภชองค์พระฝางเป็นประเพณี ๓ วัน ๓ คืน ในช่วงเมษายนของทุกปีครับ โดยปกติทางวัดจะเปิดให้เข้าสักการะในวันสำคัญของทางวัดครับ ใครอยากนมัสการเรียนขออนุญาตจากทางเจ้าอาวาสได้ครับผม

— ประวัติ —

แรกสร้างในสมัยสุโขทัย

พระฝาง สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา ประมาณ พ.ศ. ๒๒๘๐ มี พุทธลักษณะที่งดงาม เป็นพระพุทธรูปที่สำคัญของแผ่นดินไทยอีกองค์หนึ่ง สันนิษฐานว่าผู้สร้างคือพระพากุลเถระ พระสังฆราชแห่งเมืองฝาง (เจ้าพระฝาง) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดพระฝางในขณะนั้น เดิมพระฝางเป็นพระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถวัดพระฝางหรือวัดสว่างคบุรีมุนี นาถ

พ.ศ. ๒๓๑๓ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ยกทัพหลวงมาตีชุมนุมพระฝางได้ และโปรดเกล้าฯ ให้รับละครขึ้นมาสมโภชพระพุทธรูปองค์สำคัญนี้ ที่วัดพระฝางถึง ๗ วัน เท่ากันกับการสมโภชพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ ซึ่งนับว่าเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองไทยองค์หนึ่งในรัชสมัยของ สมเด็จพระปิยมหาราช (รัชกาลที่๕) ได้โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระฝางไปประดิษฐานที่วัดเบญจมบพิตรฯจนถึงปัจจุบัน

อัญเชิญพระฝางไปยังวัดเบญจมบพิตร

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) โปรดให้อัญเชิญองค์พระประธาน ที่เรียกกันว่า “พระฝาง” ลงมายังวัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ โดยทิ้งฐานพระไว้ที่เดิม

พ.ศ. ๒๔๕๑ ปรากฏพระราชหัตถเลขา ถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความว่า “ให้จำลองรูปพระฝาง ได้สั่งให้ช่างรีบปั้นหุ่นถ่ายรูปไว้แล้ว ให้กระทรวงมหาดไทยคิดจัดพระฝางกลับคืนไปไว้ที่เมืองฝางตามเดิมให้ทันฤดูน้ำ นี้”

แต่ในปัจจุบันนี้ เกินเวลาหนึ่งร้อยปีแล้ว องค์พระฝางก็ยังประดิษฐานอยู่วัดเบญจมบพิตร มิได้กลับคืนไปอุตรดิตถ์ ตามพระราชดำริแต่ประการใด

การจัดสร้างองค์พระฝางจำลอง

พ.ศ. ๒๕๔๗ คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ ๔๑ และหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชนรุ่นที่ ๑๑, จังหวัดอุตรดิตถ์, กรมศิลปากร และพุทธศาสนิกชน ได้ร่วมกันบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระฝางสวางคบุรี และจัดสร้างบานประตูวัดพระฝางจำลอง รวมทั้งจัดสร้างองค์พระฝางจำลองเพื่อนำกลับไปประดิษฐาน ณ วัดพระฝางสวางคบุรี

โดยคณะกรรมการ วปรอ. ๔๑ -๑๑ ได้ทำการขอพระบรมราชานุญาตจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อจัดสร้างองค์พระฝางจำลองในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ตามหนังสือพระราชทานพระบรมราชานุญาตที่ ๑๑๒/๔๗ ลงวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๗

พิธีหล่อพระฝางทรงเครื่อง (จำลอง) องค์ใหม่ จัดขึ้นที่ วัดเบญจมบพิตร โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระฝางทรงเครื่อง เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ และวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมุฎราชกุมาร ทรงประกอบพิธีเบิกพระเนตร พระพุทธรูปพระฝางจำลอง ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานครฯ

การจัดสร้างองค์พระฝางจำลองแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ และได้อัญเชิญมาประดิษฐานยังวัดพระฝางสวางคบุรี เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยอัญเชิญมาจากกรุงเทพมหานครโดยเครื่องบินมายังสนามบินพิษณุโลก ในวันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยมีการจัดงานเฉลิมฉลอง ที่จังหวัดพิษณุโลก ๗ วัน ๗ คืน ในวันที่ ๒๔ ถึง ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑ และได้อัญเชิญมายังวัดพระฝางสวางคบุรีในวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยมีการจัดพิธีต้อนรับพระฝางทรงเครื่องจำลองและมีการจัดมหรสพสมโภช การแสดงแสงสีเสียง ประวัติของเมืองฝางและพระพุทธรูปพระฝาง อย่างยิ่งใหญ่ ๙ วัน ๙ คืน[๓]

ปัจจุบัน พระพุทธรูปพระฝางจำลองได้ประดิษฐาน ณ อุโบสถวัดพระฝางตามเดิม หลังจากพระพุทธรูปพระฝางองค์จริงได้จากเมืองอุตรดิตถ์ไปครบ ๑๐๐ ปี การอัญเชิญพระพุทธรูปพระฝางจำลองกลับคืนสู่จังหวัดอุตรดิตถ์ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ นี้ นับว่าเป็นมงคลสมัยครบรอบ ๑๐๐ ปี นับแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขารับสั่งให้นำพระฝางกลับคืนยังเมืองฝาง ยังความปลื้มปีติแก่ชาวอุตรดิตถ์เป็นล้นพ้น

วัดพระฝาง หรือชื่อเต็มว่า วัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ ตั้งอยู่ที่บ้านฝาง หมู่ที่ ๓ ต.ผาจุก อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ตามทะเบียนวัดระบุว่า ประมาณปี พ.ศ. ๑๗๐๐ (ก่อนสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช)

วัดพระฝางนับว่าเป็นกลุ่มโบราณสถานของเมืองฝางสวางคบุรี (สว่างคบุรี เพี้ยนมาจาก สวรรคบุรี) เพียงแห่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ วัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในสมัยสุโขทัย และเป็นวัดพระมหาธาตุประจำเมืองสว่างคบุรี เมืองที่เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย และเคยเป็นวัดที่จำพรรษาของ “เจ้าพระฝาง” เมืองสวางคบุรี ซึ่งอยู่ในสมณเพศแต่นุ่งห่มผ้าแดงและมิได้สึกเป็นฆราวาส ท่านได้ซ่องสุมผู้คนสมัยกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ ๒ เพื่อจะกู้เอกราช

วัดพระฝาง มีโบราณสถานที่สำคัญคือโบสถ์มหาอุด (มีประตูทางเข้าบานเดียว) อยู่ด้านทิศตะวันตกของกลุ่มโบราณสถานตัวอุโบสถมีสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาที่มี เอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเดิมภายในอุโบสถเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพระฝาง ซึ่งปัจจุบันตัวอุโบสถยังคงมีบานประตูไม้และหน้าบันแกะสลักสมัยอยุธยาอันสวย งามอยู่ บริเวณกลางกลุ่มโบราณสถานมีพระมหาธาตุเจดีย์ เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระเจดีย์องค์เดิมปรักหักพังไปมากจึงมีการบูรณะใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ และด้านทิศตะวันออกของกลุ่มโบราณสถานมีพระวิหารหลวง เดิมเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปเชียงแสน ปัจจุบันในพระวิหารหลวงมีบานประตูไม้แกะสลักวัดพระฝาง (เป็นบานประตูบานจำลอง สร้างเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อนำมาติดตั้งแทนที่บานประตูเดิมที่ได้นำไปเก็บรักษาที่วัดธรรมาธิปไตยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๔)

ปัจจุบันวัดพระฝางได้รับขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๕๒ ลงวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ มีพื้นที่ได้รับประกาศเป็นโบราณสถานประมาณ ๓๒ ไร่ ๓ งาน ๙๐ ตารางวา

ขอบคุณข้อมูลจาก – สารานุกรมวิกิพีเดียภาษาไทย


ภาพถ่าย : Arnon Noikham

ขอบคุณข้อมูล : gotoknow.org

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *